TH42234A - โมโนโคลนาลแอนติบอดีของลิงที่จำเพาะกับb7.1และ/หรือb7.2ของคนรูปที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้ว?ของสารเหล่านี้สารผสมทางเภสัชกรรมที่มีสารเหล่า?นี้ และการใช้สารเหล่านี้เป็นสารกดภูมิคุ้มกัน - Google Patents

โมโนโคลนาลแอนติบอดีของลิงที่จำเพาะกับb7.1และ/หรือb7.2ของคนรูปที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้ว?ของสารเหล่านี้สารผสมทางเภสัชกรรมที่มีสารเหล่า?นี้ และการใช้สารเหล่านี้เป็นสารกดภูมิคุ้มกัน

Info

Publication number
TH42234A
TH42234A TH9601001686A TH9601001686A TH42234A TH 42234 A TH42234 A TH 42234A TH 9601001686 A TH9601001686 A TH 9601001686A TH 9601001686 A TH9601001686 A TH 9601001686A TH 42234 A TH42234 A TH 42234A
Authority
TH
Thailand
Prior art keywords
antibody
seq
human
antibodies
light
Prior art date
Application number
TH9601001686A
Other languages
English (en)
Inventor
คาร์เรลอาร์ แอนเดอร์สัน แห่ง 1851 นาวาโจ นาย
นาบิลฮันนา นาย
ปีเตอร์บรามส์ นาย
วิลเลี่ยมเอส เชสโตว์สกี นาย
อาร์ แอนเดอร์สัน แห่ง 1851 นาวาโจ นายดาร์เรล
Original Assignee
นาง ดารานีย์วัจนะวุฒิวงศ์
นาง วรนุชเปเรร่า
นาย ธเนศเปเรร่า
ไบโอเจ็น ไอเด็ค อิงค์
Filing date
Publication date
Application filed by นาง ดารานีย์วัจนะวุฒิวงศ์, นาง วรนุชเปเรร่า, นาย ธเนศเปเรร่า, ไบโอเจ็น ไอเด็ค อิงค์ filed Critical นาง ดารานีย์วัจนะวุฒิวงศ์
Publication of TH42234A publication Critical patent/TH42234A/th

Links

Abstract

การประดิษฐ์เกี่ยวขัองกับการวิเคราะห์ของแอนติบอดีของลิงหางสั้นที่จำเพาะกับ B 7.1 และ B7.2 ของคนโดยการตรวจ คัดพาจดิสเพลย์ไลบรารี หรือเฮทเทอโรไฮบริโดมา ของลิงที่ เตรียมได้โดยใช้ B ลิมโฟไซด์จากลิงที่สร้างภูมิคุ้มกันด้วย B 7.1 และ/หรือ B 7.2 เมื่อกล่าวให้จำเพาะยิ่งขึ้นการ ประดิษฐ์นี้ทำให้มีโมโนโคลนาลแอนติบอดีของลิงสี่ชนิดคือ 7B6, 16c10 , 7C10 และ 20C9 ซึ่งยับยั้งพาธเวย์ B7 : CD28 และโดยวิธีนี้จึงทำหน้าที่เป็นสาร กดภูมิคุ้มกันที่มี ประสิทธิภาพ นอกจากนี้การประดิษฐ์นี้ทำให้มีลำดับ DNA และ ลำดับกรดอะมิโนที่ สมบูรณ์ของเชนเบาและเชนหนักของแอนติบอดี ที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้วสามชนิดที่ได้มาจาก โมโนโคลนาล แอนติบอดีของลิงเหล่านั้นซึ่งยึดเหนี่ยวกับ B 7.1 และอาจยึด เหนี่ยว B 7.2 ด้วย 7 C10 ที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้ว 7B6 ที่ ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้วและ 16 C10 ที่ทำให้ เป็นแบบไพรเมทแล้ว แอนติบอดีให้เป็นแบบไพรเมทแล้วและแอนติบอดีของลิงเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ อาจนำมาใช้เป็นสารกดภูมิคุ้มกันอย่างจำเพาะได้ ตัวอย่างเช่น สำหรับการรักษาโรคออโตอิมมูน และเพื่อป้องกัน การปฏิเสธอวัยวะที่ย้ายมาปลูก

Claims (40)

1. โมโนโคลนาลแอนติบอดีของลิงหรือรูปที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้วของสารเหล่านี้ ซึ่ง บริสุทธิ์ทางชีวภาพ ซึ่ง ยึดเหนี่ยวอย่างจำเพาะกับ แอนติเจน B7.1 ของคน และ/หรือแอนติเจน B7.2 ของคน
2. แอนติบอดีของข้อถือสิทธิที่ 1 ซึ่งเลือกได้จากกลุ่มที่ ประกอบด้วย 16C10 , 7C10 , 20C9 และ 7B6
3. แอนติบอดีของข้อถือสิทธิที่ 1 ซึ่งเป็นแอนติชนิดที่หมด ไปได้
4. แอนติบอดีของข้อถือสิทธิที่ 1 ซึ่งเป็นแอนติชนิดที่ไม่ หมดไป
5. แอนติบอดีที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้ว ซึ่งยึดเหนี่ยว อย่างจำเพาะกับแอนติเจน B7.1 ของคนและ ประกอบด้วยโดเมนหนักและเบา ที่เปลี่ยนแปลงได้ของแอนติบอดีที่เลือกได้จาก กลุ่มที่ประกอบด้วย 16C10, 7C10, 20C9 และ 7B6
6. ทรานสเฟคโตมาซึ่งแสดงออกเป็นแอนติบอดีที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้วที่ยึดเหนี่ยวอย่างจำเพาะ กับแอนติเจน B7.1 ของคน และหรือ B7.2 ของคน
7. ทรานสเฟคโตมาของข้อถือสิทธิที่ 6 ซึ่งเป็นเซล CHO
8. สารผสมทางเภสัชกรรมที่เหมาะสมสำหรับรักษาโรคที่รักษาได้ด้วยการยับยั้งการยึดเหนี่ยวของ B7- CD28 ซึ่งประกอบด้วยแอนติบอดีตามที่กำหนดไว้ในข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 5 ข้อใดข้อหนึ่ง กับสารเติม, สาร เสริม หรือสารพาหะที่ใช้ได้ในทางเภสัชกรรม
9. การใช้แอนติบอดีตามข้อถือสิทธิที่ 1 ถึง 5 ข้อใดข้อหนึ่งอย่างน้อยหนึ่งชนิดสำหรับการผลิตเภสัช ภัณฑ์สำหรับการบำบัดโรคโดยการยับยั้งพาธเวย์ B7:CD28
10. การใช้ของข้อถือสิทธิที่ 9 โดยที่แอนติบอดีดังกล่าวคือ 16C10, 7C10, 20C9, 7B6 หรือรูปที่ทำให้ เป็นแบบไพรเมทแล้วของแอนติบอดีเหล่านี้
11. การใช้ของข้อถือสิทธิที่ 9 โดยที่โรคดังกล่าวคือ ความผิดปกติแบบออโตอิมมูน
12. การใช้ของข้อถือสิทธิที่ 9 โดยที่โรคดังกล่าวเลือกได้จากธรอมโบไซโตพีเนียเพอร์พูราชนิดที่ไม่ ทราบสาเหตุ, ลูปัสอีรีธีมาโทชัสชนิดที่เป็นทั้งระบบ, โรคเบาหวานประเภทที่ 1, โรคข้ออักเสบชนิดรูมาตอยด์, โรคผื่นแดงและมัลติเปิลสเคลอโรซิส
13. การใช้ของข้อถือสิทธิที่ 9 โดยที่โรคดังกล่าวคือโรคที่เป็นการต่อต้านกันระหว่างเนื้อเยื่อปลูกกับ โฮสท์
14. โมโนโคลนาลแอนติบอดีของลิง, รูปที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้วของแอนติบอดีเหล่านี้ หรือ ชิ้นส่วนของโมโนโคลนาลแอนติบอดีของลิงหรือรูปที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้ว ซึ่งยึดเหนี่ยวกับแอนติเจน CD80 ของคนและประกอบด้วยลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนัก ซึ่งเลือกได้ จากกลุ่มที่ประกอบด้วย (a) ลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนักของแอนติบอดี 7C10 ดังที่ ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:1 และ SEQ ID NO:2 ตามลำดับ (b) ลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนักของแอนติบอดี 7B6 ดังที่ ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:3 และ SEQ ID NO:4 ตามลำดับ (c) ลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนักของแอนติบอดี 7B6 ดังที่ ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:5 และ SEQ ID NO:6 ตามลำดับ
15. โมโนโคลนาลแอนติบอดีของลิง, รูปที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้ว หรือชิ้นส่วนของโมโนโคล นาลแอนติบอดีของลิงหรือรูปที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้วของชิ้นส่วนเหล่านี้ ซึ่งยึดเหนี่ยวกับอีพิโทปของ แอนติเจน CD80 ของคนซึ่งถูกยึดเหนี่ยวโดยแอนติบอดีที่ประกอบด้วยลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลง ได้ชนิดของเชนเบาและหนักซึ่งเลือกได้จากกลุ่มที่ประกอบด้วย (a) ลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนักของแอนติบอดี 7C10 ดังที่ ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:1 และ SEQ ID NO:2 ตามลำดับ (b) ลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนักของแอนติบอดี 7B6 ดังที่ ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:3 และ SEQ ID NO:4 ตามลำดับ (c) ลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนักของแอนติบอดี 7B6 ดังที่ ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:5 และ SEQ ID NO:6 ตามลำดับ
16. โมโนโคลนาลแอนติบอดีตามข้อถือสิทธิที่ 14 หรือข้อถือสิทธิที่ 15 ซึ่งประกอบด้วยบริเวณคงที่ ชนิดของเชนเบาของเชนเบาของแอนติบอดีของคนและบริเวณคงที่ชนิดของเชนหนักของเชนหนักของ แอนติบอดีของคน
17. โมโนโคลนาลแอนติบอดีตามข้อถือสิทธิที่ 16 ซึ่งประกอบด้วยบริเวณคงที่ชนิดของเชนหนัก ซึ่ง เลือกได้จากบริเวณคงที่ที่เป็นแกมมา 1 ของคน, บริเวณคงที่ที่เป็นแกมมา 4 ของคน และบริเวณคงที่ที่เป็น แกมมา 4 PE ของคน
18. โมโนโคลนาลแอนติบอดีตามข้อถือสิทธิที่ 14 ถึง 17 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นแอนติบอดีชนิดที่หมด ไปได้
19. โมโนโคลนาลแอนติบอดีตามข้อถือสิทธิที่ 15 ถึง 17 ข้อใดข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นแอนติชนิดที่ไม่ หมดไป
20. ชิ้นส่วนของแอนติบอดีตามข้อถือสิทธิที่ 14 หรือข้อถือสิทธิที่ 15 ซึ่งเป็นชิ้นส่วนของ F(ab')2, Fab หรือ Fv
21. กรดนิวคลีอิคที่ถูกแยกซึ่งประกอบด้วยลำดับนิวคลีโอไทด์ ซึ่งกำหนดรหัสลำดับโพลีเพปไทด์ บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนักของแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของแอนติบอดี ซึ่ง ยึดเหนี่ยวกับ แอนติเจน CD80 ของคนตามข้อถือสิทธิที่ 14 หรือข้อถือสิทธิที่ 15
22. กรดนิวคลีอิคที่ถูกแยกตามข้อถือสิทธิที่ 21 ซึ่งประกอบด้วยลำดับนิวคลีโอไทด์ ซึ่งเลือกได้จากกลุ่ม ที่ประกอบด้วย (a) ลำดับนิวคลีโอไทด์ดังที่ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:1 และ SEQ ID NO:2 (b) ลำดับนิวคลีโอไทด์ดังที่ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:3 และ SEQ ID NO:4 และ (c) ลำดับนิวคลีโอไทด์ดังที่ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:5 และ SEQ ID NO:6
23. เซลที่เลี้ยงไว้ซึ่งผลิตแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของแอนติบอดีตามข้อถือสิทธิที่ 16 ถึง 20 ข้อใดข้อ หนึ่ง
24. เซลที่เลี้ยงไว้ของข้อถือสิทธิที่ 23 ซึ่งเป็น CHO ทรานสเฟคโตมา
25. เซลที่เลี้ยงไว้ของข้อถือสิทธิที่ 23 ซึ่งผลิตแอนติบอดีลูกผสมซึ่งยึดเหนี่ยวกับแอนติเจน CD80 ของ คนและประกอบด้วยบริเวณคงที่ชนิดของเชนเบาของเชนเบาของแอนติบอดีของคนและบริเวณคงที่ชนิดของ เชนหนักของเชนหนักของแอนติบอดีของคนและประกอบเพิ่มเติมด้วยลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลง ได้ซึ่งเลือกได้จากกลุ่มที่ประกอบด้วย (a) ลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนักของแอนติบอดี 7C10 ดังที่ ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:1 และ SEQ ID NO:2 ตามลำดับ (b) ลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนักของแอนติบอดี 7B6 ดังที่ ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:3 และ SEQ ID NO:4 ตามลำดับ และ (c) ลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนักของแอนติบอดี 7B6 ดังที่ ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:5 และ SEQ ID NO:6 ตามลำดับ
26. สารผสมทางเภสัชกรรมซึ่งประกอบด้วยแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของแอนติบอดี ซึ่ง ยึดเหนี่ยวกับ แอนติเจน CD80 ของคนตามข้อถือสิทธิที่ 14 ถึง 20 ข้อใดข้อหนึ่ง
27. สารผสมทางเภสัชกรรมของข้อถือสิทธิที่ 26 สำหรับใช้เป็นสารกดระบบภูมิคุ้มกัน
28. การใช้สารผสมซึ่งประกอบด้วยแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนของแอนติบอดีซึ่งยึดเหนี่ยวกับแอนติเจน CD80 ของคนตามข้อถือสิทธิที่ 14 ถึง 20 ข้อใดข้อหนึ่งสำหรับการผลิตเภสัชภัณฑ์สำหรับรักษาหรือป้องกันโรค หรือความผิดปกติซึ่งเลือกได้จากกลุ่มที่ประกอบด้วยความผิดปกติแบบออโตอิมมูน, โรคที่เป็นการต่อต้านกัน ระหว่างเนื้อเยื่อปลูกกับโฮสท์, การปฏิเสธอวัยวะเนื้อเยื่อถ่ายปลูก, โรคติดเชื้อ, โรคอักเสบ และ B เซลลิม โฟมา
29. การใช้ตามข้อถือสิทธิที่ 28 สำหรับการผลิตเภสัชภัณฑ์สำหรับรักษาหรือป้องกันโรคที่เป็นการ ต่อต้านกันระหว่างเนื้อเยื่อปลูกกับโฮสท์หรือการปฏิเสธอวัยวะหรือเนื้อเยื่อถ่ายปลูกโดยที่เนื้อเยื่อปลูกหรือ อวัยวะหรือเนื้อเยื่อถ่ายปลูกเลือกได้จาก ไต, หัวใจ ปอด, ไขกระดูก, ผิวหนัง และคอร์เนีย
30. การใช้ตามข้อถือสิทธิที่ 28 โดยที่โรคหรือความผิดปกติเลือกได้จากกลุ่มที่ประกอบด้วยโรคเอดส์, โรคต่อมไธรอยด์อักเสบชนิดฮาซิโมโต, ไมแอสธีเนียเกรวิส, โรคยูเวียของตาอักเสบ, กลุ่มอาการโรคไต, โรค ผิวหนังอักเสบที่เป็นโรคทางกรรมพันธุ์, โรคผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสสารระคายเคือง, โรคผิวหนังอักเสบ แบบขับไขมันออก, โรคผิวหนังอักเสบแบบเอกซีมา, ไลเคนพลานัส, เพมฟิกัส, โรคผิวหนังพองแบบเป็นเม็ด, โรคผิวหนังเป็นเม็ดที่มีการสลายหนังกำพร้า, เออร์คิตาเรีย, แองจิโออีดีมา, โรคเส้นเลือดอักเสบ, โรคผิวหนัง แดงเพราะเส้นเลือดมีเลือดคั่ง, อีโอซิโนฟิเลียของผิวหนัง, โรคผิวหนังอักเสบที่ทำให้ขนร่วงเป็นบางแห่ง, โรค ทางเดินหายใจอุดตันแบบผันกลับได้, ไมเกรน, ผิวหนังอักเสบชนดเป็นเม็ด, เยื่อจมูกอักเสบ, สภาวะภูมิแพ้อื่นๆ, โรคเกี่ยวกับการทวีจำนวนเซล, โรคที่มีการทวีจำนวนเซลมากเกินไป และโรคที่เกี่ยวกับการอักเสบของลำไส้ รวมถึง โรคการดูดซับอาหารผิดปกติ, ทวารหนักอักเสบ, กระเพาะและลำไส้อักเสบที่มีอีโอซโนฟิลมาก, การมี บาสท์เซลแทรกในเนื้อเยื่อ, โรคโครน และโรคลำไส้ใหญ่อักเสบชนิดมีแผล
31. การใช้ตามข้อถือสิทธิที่ 28 โดยที่ความผิดปกติแบบออโตอิมมูนเลือกได้จากธรรมโบไซโตพีเนีย เพอร์พูราชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ, ลูปัสอีรีธีมาโทชัส, ลูปัสอีรีธีมาโทชัสชนิดที่เป็นทั้งระบบ, โรคเบาหวาน ประเภทที่ 1, โรคข้ออักเสบชนิดรูมาตอยด์, โรคผื่นแดง, มัลติเปิลสเคลอโรซิสและโรคโลหิตจางที่เกิดจากความ บกพร่องของการสร้างเม็ดเลือด
32. การใช้ตามข้อถือสิทธิที่ 15 โดยที่แอนติบอดีดังกล่าวคือรูปที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้วของ โมโนโคลนาลแอนติบอดีของลิงซึ่งยึดเหนี่ยวกับอีพิโทปของแอนติเจน CD80 ของคนซึ่งเช่นกัน ถูกยึดเหนี่ยว โดยแอนติบอดีที่ประกอบด้วยลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนักของ แอนติบอดี 16C10 ดังที่ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:5 และ SEQ ID NO:6 ตามลำดับ
33. สารผสมทางเภสัชกรรมตามข้อถือสิทธิที่ 26 โดยที่สารผสมทางเภสัชกรรมดังกล่าวประกอบด้วย แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนตามข้อถือสิทธิที่ 15 และแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนดังกล่าวยึดเหนี่ยวกับอีพิโทปของ แอนติเจน CD80 ของคนซึ่งเช่นกัน ถูกยึดเหนี่ยวโดยแอนติบอดีที่ประกอบด้วยลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณ เปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนักของแอนติบอดี 16C10 ดังที่ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:5 และ SEQ ID NO:6 ตามลำดับ
34. สารผสมทางเภสัชกรรมตามข้อถือสิทธิที่ 26 โดยที่สารผสมทางเภสัชกรรมดังกล่าวประกอบด้วย แอนติบอดีหรือชิ้นส่วนตามข้อถือสิทธิที่ 15 และแอนติบอดีดังกล่าวคือรูปที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้วของโมโนโคล นาลแอนติบอดีของลิงซึ่งยึดเหนี่ยวกับอีพิโทปของแอนติเจน CD80 ของคนซึ่งเช่นกัน ถูกยึดเหนี่ยวโดย แอนติบอดีที่ประกอบด้วยลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนักของแอนติบอดี 16C10 ดังที่ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:5 และ SEQ ID NO:6 ตามลำดับ
35. การใช้สารผสมซึ่งประกอบด้วยแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนอย่างน้อยหนึ่งตัวตามข้อถือสิทธิที่ 14 ถึง 20 ข้อใดข้อหนึ่งสำหรับการผลิตเภสัชภัณฑ์สำหรับรักษาหรือป้องกัน B เซลลิมโฟมา
36. การใช้ตามข้อถือสิทธิที่ 35 โดยที่สารผสมนั้นประกอบด้วยแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนอย่างน้อยหนึ่ง ตัวตามตามข้อถือสิทธิที่ 15 และแอนติบอดีหรือชิ้นส่วนดังกล่าวยึดเหนี่ยวกับอีพิโทปของแอนติเจน CD80 ของคน ซึ่งเช่นกัน ถูกยึดเหนี่ยวโดยแอนติบอดีที่ประกอบด้วยลำดับโพลีเพปไทด์บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชน เบาและหนักของแอนติบอดี 16C10 ดังที่ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:5 และ SEQ ID NO:6 ตามลำดับ
37. การใช้ตามข้อถือสิทธิที่ 35 โดยที่สารผสมนั้นประกอบด้วยแอนติบอดีตามข้อถือสิทธิที่ 15 และ แอนติบอดีดังกล่าวคือรูปที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้วของโมโนโคลนาลแอนติบอดีของลิงซึ่งยึดเหนี่ยวกับอีพิ โทปของแอนติเจน CD80 ของคนซึ่งเช่นกัน ถูกยึดเหนี่ยวโดยแอนติบอดีที่ประกอบด้วยลำดับโพลีเพปไทด์ บริเวณเปลี่ยนแปลงได้ชนิดของเชนเบาและหนักของแอนติบอดี 16C10 ดังที่ระบุไว้ดัง SEQ ID NO:5 และ SEQ ID NO:6 ตามลำดับ
38. การใช้สารผสมสำหรับขัดขวางอันตรกิริยาของ B7.1/CD28 โดยที่สารผสมนั้นประกอบด้วย แอนติบอดีซึ่งมีความเพาะของอีพิโทปเช่นเดียวกันกับ (i) แอนติบอดีซึ่งมีลำดับกรดอะมิโนของ SEQ ID NO:1 และ SEQ ID NO:2 เป็นลำดับเบาเปลี่ยนแปลงได้และลำดับหนักเปลี่ยนแปลงได้ของมันตามลำดับ (ii) แอนติบอดีซึ่งมีลำดับกรดอะมิโนของ SEQ ID NO:6 และ SEQ ID NO:8 เป็นลำดับเบาเปลี่ยนแปลงได้และ ลำดับหนักเปลี่ยนแปลงได้ของมันตามลำดับ และ (iii) แอนติบอดีซึ่งมีลำดับกรดอะมิโนของ SEQ ID NO:5 และ SEQ ID NO:6 เป็นลำดับเบาเปลี่ยนแปลงได้และลำดับหนักเปลี่ยนแปลงได้ของมันตามลำดับ สำหรับการ ผลิตเภสัชภัณฑ์สำหรับรักษาหรือป้องกันโรคผื่นแดง
39. การใช้ตามข้อถือสิทธิที่ 38 โดยที่แอนติบอดีนั้นมีความจำเพาะของอีพิโทปเช่นเดียวกันกับ แอนติบอดีซึ่งมีโพลีเพปไทด์ซึ่งมีลำดับกรดอะมิโนที่อยู่ใน SEQ ID NO:5 และ SEQ ID NO:6 เป็นลำดับเชนเบา และหนักเปลี่ยนแปลงได้ของมันตามลำดับ
40. การใช้ตามข้อถือสิทธิที่ 38 โดยที่แอนติบอดีนั้นประกอบด้วยลำดับเชนเบาและหนักเปลี่ยนแปลง ได้ของ SEQ ID NO:5 และ SEQ ID NO:6 ตามลำดับ
TH9601001686A 1996-05-24 โมโนโคลนาลแอนติบอดีของลิงที่จำเพาะกับb7.1และ/หรือb7.2ของคนรูปที่ทำให้เป็นแบบไพรเมทแล้ว?ของสารเหล่านี้สารผสมทางเภสัชกรรมที่มีสารเหล่า?นี้ และการใช้สารเหล่านี้เป็นสารกดภูมิคุ้มกัน TH42234A (th)

Publications (1)

Publication Number Publication Date
TH42234A true TH42234A (th) 2001-01-03

Family

ID=

Similar Documents

Publication Publication Date Title
US6987171B1 (en) Human CD28 specific monoclonal antibodies for antigen-non-specific activation of T-lymphocytes
Huston et al. Engineered antibodies take center stage
EP0403156B1 (en) Improved monoclonal antibodies against the human alpha/beta t-cell receptor, their production and use
JP5419067B2 (ja) 増殖性障害を処置するための組成物および方法
AU2009200269B2 (en) Modulation of NKG2D
CA2223532A1 (en) Monkey monoclonal antibodies specific to human b7.1 and/or b7.2 primatized forms, pharmaceutical compositions
EP0492448A1 (en) Monoclonal antibodies against human tumor necrosis factor alpha
EP3645742A2 (en) Anti-ror1 antibodies and methods of making and using thereof
US11591391B2 (en) Biological binding molecule
WO1999012973A1 (en) Monoclonal antibody inducing apoptosis
US11261256B2 (en) Methods for depleting or inhibiting the migration of regulatory T-cells in early or late stages of cancer
Palmer et al. Selection of antibodies to cell surface determinants on mouse thymic epithelial cells using a phage display library
CN103443124A (zh) Il-21配体
ES2201056T3 (es) Anticuerpo monoclonal para un producto genetico humano con resistencia al multifarmaco mdr1 y sus utilizaciones.
Robbins et al. Serologic and molecular characterization of a human monoclonal rheumatoid factor derived from rheumatoid synovial cells
von Landenberg et al. Isolation and characterization of two human monoclonal anti-phospholipid IgG from patients with autoimmune disease
US20100151486A1 (en) Osteopontin functional epitopes, monoclonal antibodies against the epitopes and uses thereof
US11661454B2 (en) Anti-VEGF-PD1 bispecific antibody with novel structure and use thereof
ES2229218T3 (es) Proteina celular de superficie expresada en timocitos corticales humanos y su uso.
US20250368725A1 (en) Anti-rcp antibody and preparation method thereof
WO2010058396A1 (en) A cd44vra antibody and diagnostic and therapeutic methods using same
AU2015201622A1 (en) Compositions and methods for treating proliferative disorders
AU2012202895A1 (en) Compositions and methods for treating proliferative disorders
RU2819660C2 (ru) Антитело к BCMA, его антигенсвязывающий фрагмент и их медицинское применение
Vittecoq et al. IgM anti-myeloperoxidase antibody-secreting lymphocytes are present in the peripheral repertoire of lupus mice but rarely differentiate into IgG-producing cells